ห่างหายจากที่นี่ไปหลายเดือนจนพอจะกลับมาอัพบลอคอีกทีไม่รู้จะเริ่มยังไงดี
ทำใจไว้ว่าการห่ายไปนานตั้งแต่เดือนกันยา คราวนี้บลอคคงเริ่มร้างแน่นอน
แต่มันผิดไปจากที่เราคิดไว้
ยังคงมีคนแวะมาเยี่ยมเยียนทุกวันจนเราแปลกใจ (สังเกตุเอาจากสเตตัสน่ะค่ะ)
ถึงไม่ได้มากมายแต่ก็ทำให้เรารู้สึกว่า เอ๊ย ยังมีคนเข้ามาอยู่นะ
แอบดีใจค่ะ ดีใจจริงๆ // กอดทีสิ (ฮาา)
ไม่รู้จะพูดยังไงนอกจาก 'ขอบคุณนะคะ' 
ตลอดช่วงที่เราหายไปจนตอนนี้เราเพิ่งผ่านช่วงการตัดสินใจมาค่ะ
การตัดสินใจทำอะไรสักอย่างบางทีมันไม่ง่ายเลยสำหรับเรา ต้องคิดและทบทวนให้ดีค่ะ
และต้องคาดการณ์และยอมรับสิ่งที่จะตามมาหลังการตัดสินใจด้วย
อย่างเรื่องเล่าของเราค่ะ คิดเสียว่าเพื่อนคนนึงเล่าประสบการณ์ชีวิตให้ฟังแล้วกันนะคะ ..^^..
ตัวเราสมัยเรียนมัธยมนั้นมีความฝันมากมายในการที่อยากทำหลายสิ่งที่อยากทำ เช่นวาดการ์ตูน
ทำหนังสือทำมือขาย ทำพวงกุญแจ งานสนุกเล็กๆน้อยๆแต่มากมาย แต่เพราะในตอนนั้นเราบอก
กับตัวเองไว้ว่าเอาเรื่องการเรียนมาก่อนแล้วกัน สิ่งเหล่านี้เอาไว้ทีหลัง แล้วเราก็เอาแต่เรียน ติว
อ่านหนังสือ กวดวิชา การวาดรูปเล่นหรือขอเรียนวาดรูปนั้นก็มีบ้าง แต่ก็แค่10-15เปอร์เซ็นเท่านั้น
เพราะทางบ้านไม่ค่อยพอใจถ้าเราให้เวลากับสิ่งเหล่านี้มาก และเรากลัวว่าจะทำให้ทางบ้านผิดหวัง
เราจึงตัดสินใจบอกกับตัวเองว่า "เอาไว้ก่อนแล้วกัน สอบเข้ามหาลัยได้แล้วค่อยทำ "
เมื่อเข้าม.ปลายเราตัดสินใจเลือกเข้าเรียนที่มหาลัยศิลปะ ซึ่งการติวนั้นบางครั้งก็กลับบ้านมืดค่ำ
บางวันกว่าจะกลับถึงบ้านก็ปาเข้าไป 3 ชั่วโมง บางที 5 ทุ่ม บางทีเที่ยงคืน
แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังตัดสินใจติวศิลปะต่อไป ไม่ว่าจะโดนตำหนิและต่อว่าให้เลิกเรียน
สุดท้ายเราสามารถสอบเข้ามหาลัยที่เลือกไว้ได้สมดังใจ
เมื่อเข้ามาเรียนในมหาลัยในช่วงปีแรกนั้นเรียกได้ว่าวุ่นจนไม่ว่าง ทั้งงานกิจกรรมและการบ้าน
ช่วงปี 2-3 เรามีเวลามากขึ้น(มีการวาดรูปร่วมกิจกรรมคอมมูในexteenเล็กน้อย)เราพบเจอวิชาเรียน
ที่สนใจและสามารถประยุกต์เข้ากับสายงานในอนาคตได้ จึงตัดสินใจทุ่มความสนใจกับการเรียน
เพื่อเก็บความรู้ใหม่ๆมากกว่าการวาดการ์ตูนที่คิดไว้ว่าจะออกมาเป็นผลงานที่ภูมิใจสักชิ้นหนึ่ง
โดยบอกกับตัวเองว่า"ไว้เรียนจบค่อยทำ ถึงตอนนั้นจะทำให้เต็มที่ไปเลย"
เมื่อเราเรียนจบมานั้นช่วงแรกสิ่งแรกที่เราเริ่มทำทันทีนั้นคือ การวาดการ์ตูน
เราฝึกวาดในหลายๆรูปแบบ หลายลายเส้น เพื่อฝึกฝนและเก็บเป็นผลงานไว้เสนอในอนาคต
ทั้งเปิดอ่านหนังสือ และหาดูข้อมูลในอินเตอร์เน็ต แต่เมื่อผ่านไปสักเดือนครึ่ง ทางบ้านเริ่ม
มีคำถามว่าเมื่อไหร่จะทำงาน(ประจำ) ด้วยความที่เริ่มกดดันและกังวลเพราะโดนพูดกรอกบ่อยๆว่า
ถ้าไม่รีบหางาน ในอนาคตจะลำบากเพราะมีนักศึกษาจบใหม่ออกมาทุกปี ซึ่งในขณะนั้นเรากับ
เพื่อนได้ลองเอาพลอตการ์ตูนไปเสนอยังสนพ.แห่งหนึ่ง ซึ่งก็ได้คำแนะนำเพื่อกลับมาแก้ไข
เราจึงตัดสินใจสมัครงานประจำที่หนึ่ง และหลังจากนั้นประมาณ 2 อาทิตย์เราก็ได้ทำงาน
เราจึงบอกกับตัวเองว่า 'งั้นเอาเวลาหลังเลิกงานเขียนการ์ตูนแล้วกัน'
แต่เอาเข้าจริงเรากลับทำไม่ไหว เพราะเลิกงานกลับถึงบ้าน2-3 ทุ่ม เราลองสละเวลานอน
2-3ชั่วโมงทำการ์ตูน ทำไปได้สักอาทิตย์ก็ต้องหยุดเพราะร่างกายอ่อนล้าจากการทำงานและ
ต้องตื่น7โมงเช้าและออกจากบ้าน 8 โมง เผื่อเวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง เป็นอย่างนี้ทุกวัน
ใน 1 สัปดาห์เรามีเวลาในการทำการ์ตูนเต็มที่ครึ่งวันเท่านั้น วันแรกของวันหยุดเราแทบจะหลับ
ทั้งวันเพื่อฟื้นฟูร่างกายจากความเหนื่อยล้ามาแล้ว 5 วัน ส่วนวันที่สองเราต้องทำความสะอาดบ้าน
เสร็จเมื่อไหร่นั้นแหละ เวลาที่เหลือคือวาดการ์ตูน และเริ่มสัปดาห์ต่อไปของการทำงานประจำ
เป็นอย่างนี้วนไปเรื่อยๆ
รอยยิ้มและความสุขระยะยาวของเราเริ่มหายไป เราเริ่มกลายเป็นคนที่คอยดูปฏิทินเพื่อรอวันหยุด
ยิ่งพอเข้าเดือนที่2 นั้นงานเริ่มมากขึ้น จนเราต้องเอางานกลับมาทำต่อที่บ้าน โหมงานก็หลายครั้ง
เราโดนทางบ้านตำหนิว่านอนดึก โดนตำหนิว่าหงุดหงิดง่าย
เมื่อเห็นเราเริ่มมีท่าทีเหนื่อยหน่าย จึงบอกกับเราว่าถ้าไม่ไหวก็ออกเสีย ในช่วงระหว่างนั้นเราได้หา
บทความ ปรัชญา และข้อความดีดี รวมถึงได้ปรึกษากับคนหลายคน
เราใคร่ครวญคำตอบให้กับตัวเองอยู่เป็นเดือนก่อนจะตัดสินใจอีกครั้ง
เราตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่ทำอยู่ในระยะเวลา 2 เดือนครึ่ง
โดยที่เราวางแผนอนาคตไว้ และตั้งเป้าหมาย โดยที่คราวนี้เราปักหลักให้รากลึก
ไม่รวรเร มีจุดหมายที่แน่นอน และรู้ถึงผลกระทบที่ตามมาดีว่าเป็นอย่างไร
เราหันไปทำสิ่งที่อยากทำอีกครั้งโดยการมองหางานการ์ตูนสักงานหนึ่งเพื่อที่จะ
ออกหนังสือทำมือสักเล่ม แล้วค่อยต่อด้วยพลอตที่เคยเสนอสนพ.
ถึงแม้จะดูช้าไปบ้างแต่เราก็ไม่อยากให้มันช้าไปกว่านี้อีกแล้ว เรามารู้ตัวและคิดได้ว่าเพราะเรา
ไม่แน่วแน่กับตัวเอง เรามัวแต่แคร์สายตาคนรอบข้าง คอยวิ่งตามกระแสสังคมโดยที่ไม่แคร์
หัวใจตัวเองเราจึงเป็นอย่างทุกวันนี้ เพราะคนอื่นบอกว่าดีเลยก็เลยตัดสินใจตามที่เขาบอกว่าดี
ดังนั้นเราจึงหันกลับมาฟังเสียงของตนเองให้มากขึ้น แต่ก็ไม่ลืมที่จะฟังเสียงของคนอื่น
เพื่อให้ได้รู้ถึงเหตุผลและมุมมองว่าทำไมเขาถึงแนะนำเราแบบนั้น
เราเข้าใจดีว่าคนรอบตัวที่เราเคยปรึกษานั้นหวังดีกับเรา 8 ใน 10 คนบอกว่าเราควรทำงานประจำ
เพราะมันมั่นคง มีเงินเดือน เพื่อนเราคนหนึ่งบอกว่าเราบ้ามากที่ลาออกจากงานประจำ พี่คนหนึ่งที่
ทำงานด้านการ์ตูนบอกเราว่าให้เราทำการ์ตูนยามว่างควบคู่ไปกับงานประจำ เพราะการจะยืนได้ใน
สายอาชีพนี้ไม่ใช่ง่ายๆ ในขณะที่อีก 2 คน บอกว่าเลือกทำในสิ่งที่มีความสุขและสนุกกับงาน
ทำในสิ่งที่รักในขณะที่ยังมีไฟ เพราะงั้นเราจึงคอยบอกตัวเองไว้ว่า
'ทำในสิ่งที่อยากทำ ดีกว่ามานั่งเสียใจในสิ่งที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำ'
------------------------------------------
แฮ่ เป็นไงคะประสบการณ์ชีวิตของเรา เหมือนเอาหน้าจุ่มอ่างน้ำวนรึเปล่า ฮาา
ก็เป็นประสบการณ์ชีวิตจากการตัดสินใจในการเลือกทางเดินของเราค่ะ จะเห็นได้ว่าที่เรา
ฮึดจนสำเร็จและแฮปปี้ได้ในที่สุดก็การตัดสินใจลุยติวเข้ามหาลัยนี่ล่ะค่ะ ที่เหลือนั้นก็จะเป็นการ
ตัดสินใจที่เราแคร์สายตาคนรอบข้างและวิ่งตามกระแสสังคมซะส่วนใหญ่ ขาดความเป็นตัวเองมาก
เพราะงั้นตอนนี้เราจึงหมุนกลับลำค่ะ ตอนนี้ถึงแม้จะโดนวิจารย์ยังไงเราก็พยายามฟังผ่านหูไป
เพราะเมื่อพยายามทำความเข้าใจคนรอบข้างก็จะรู้ว่าเค้านั้นเป็นห่วงเราค่ะ นั่นเพราะสิ่งสำคัญคือ
เค้ายังไม่เห็นว่าสิ่งที่เราทำตอนนี้นั้นไม่เห็นเป็นตัวเงินขึ้นมา ตอนที่เราเข้าทำงานประจำเสียง
วิจารณ์ก็เงียบไปพักหนึ่งเพราะเราทำให้ทางบ้านเห็นว่าเราสามารถวาดการ์ตูนจนเกิดรายได้ขึ้นมา
(เป็นการ์ตูนความรู้ประกอบรายการโทรทัศน์สำหรับเด็กค่ะ แต่เพราะเราอยากเขียนคอมมิกมากกว่า
จึงลาออกมาเขียนเพียวๆ)
เพราะงั้นตอนนี้ก็ทนฟังไปก่อน เชื่อว่าถ้าเราพิสูจน์ให้เค้าเห็นได้เมื่อไหร่ก็คงเงียบลงเมื่อนั้นค่ะ ฮาา
ปล. ไว้อนาคตข้างหน้าสัก1- 2 ปีถ้ามีโอกาสเราจะมาอัพเดทเรื่องราวของเราให้ฟังอีกนะคะ หลังจากนี้ก็คงจะเอารูปวาดมาอัพตามปรกติค่ะ
**ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะคะ แล้วพบกันเอนทรี่ต่อไปค่ะ
**
+++++